การจัดการเรียนรู้หลักสูตรท้องถิ่นจังหวัดตรังด้วยโครงงานนวัตกรรมชุมชน

สถาพร ปลัดกอง
สถาพร ปลัดกอง
311 ผู้ชม

 เรื่องเล่าจากเตาถ่าน ตำนานสู่ห้องเรียน ข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน ปลุกปัญญา สร้างมูลค่าให้ชุมชน
จากเปลวไฟอ่อนๆบนเตาถ่านหน้าบ้านสู่เรื่องเล่าที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น“ข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน”ไม่ได้เป็นเพียงอาหารพื้นถิ่นหากคือภาพสะท้อนวิถีชีวิต ภูมิปัญญาและความผูกพันของคนในชุมชนบ้านหนองยนที่ใช้ทรัพยากรใกล้ตัวหล่อเลี้ยงครอบครัวและชุมชนมาอย่างยาวนาน  ตำนานจากเตาถ่านเหล่านี้ค่อยๆถูกถักทอเป็นองค์ความรู้ นำเข้าสู่ห้องเรียนเพื่อปลุกปัญญาของเยาวชนให้เห็นคุณค่ารากเหง้าท้องถิ่น พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาชาวบ้านให้กลายเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างอาชีพและเพิ่มมูลค่าให้แก่ชุมชน

"บรรจุภัณฑ์ในภาพเป็นการใช้ใบกะพ้อ ซึ่งเป็นอาหารตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน
ช่วยรักษาคุณภาพอาหารและสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น"

จากรากเหง้าภูมิปัญญาชุมชนที่ถูกหยิบยกขึ้นสู่ห้องเรียนโรงเรียนบ้านทอนเหรียนได้ต่อยอด“เรื่องเล่าจากเตาถ่าน”สู่กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ "Active Learning" อย่างมีชีวิตชีวาโดย คุณครูสถาพร ปลัดกอง ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา เป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนลงมือคิด ลงมือทำและเรียนรู้จากบริบทจริงของชุมชนบ้านหนองยน ผ่านการตั้งคำถามและการค้นคว้า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านทอนเหรียนไม่ใช่เพียงการรับฟังความรู้แต่เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่เชื่อมโยงชีวิตกับบทเรียนอย่างแท้จริง การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวอาศัยหลักสูตรท้องถิ่นจังหวัดตรัง ภายใต้กรอบหลักสูตรโครงงานนวัตกรรมชุมชน  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาครูแกนนำและนักจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเรียนรู้ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) แนวคิดและกระบวนการเหล่านี้เกิดจากโอกาสที่ครูสถาพร ปลัดกองได้เข้าร่วมเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต2 ก่อนนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนและชุมชน  ส่งผลให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่บ่มเพาะปัญญา  สร้างทักษะชีวิตและจุดประกายการเห็นคุณค่าท้องถิ่นอันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต

“โครงงานนวัตกรรมชุมชน” คือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่นำปัญหาและศักยภาพของชุมชนมาเป็นฐานของการเรียนรู้ โดยให้นักเรียนได้ลงมือศึกษา วิเคราะห์และสร้างสรรค์แนวทางพัฒนาชุมชนด้วยความคิดใหม่โดยไม่ตัดขาดจากรากเหง้าท้องถิ่น โครงงานจึงไม่ใช่เพียงชิ้นงานปลายทางแต่เป็นพื้นที่ฝึกคิด ฝึกทำและฝึกแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ผ่านสถานการณ์จริงในชุมชนเช่น "กรณีข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน" ที่นักเรียนได้เรียนรู้ตั้งแต่ที่มา คุณค่าทางวัฒนธรรม กระบวนการผลิต ตลอดจนการต่อยอดสร้างมูลค่า ซึ่งหล่อหลอมให้ผู้เรียนเห็นความหมายของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงชีวิตจริง

"ความสำคัญของโครงงานนวัตกรรมชุมชน"อยู่ที่การพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ทักษะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในศตวรรษที่ 21นักเรียนได้ฝึกการคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การแก้ปัญหาและการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม ขณะเดียวกันชุมชนก็ได้รับประโยชน์จากองค์ความรู้ใหม่ แนวคิดสร้างสรรค์และพลังของเยาวชน ทำให้โรงเรียน ชุมชนและห้องเรียนกลายเป็นระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่เกื้อหนุนกันอย่างแท้จริง  โครงงานนวัตกรรมชุมชนยังสามารถบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอนได้หลากหลายกลุ่มสาระโดยเฉพาะกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาเพื่อศึกษาอัตลักษณ์ชุมชชุมชนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชนและความเป็นพลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านการเขียนเรื่องเล่า การสัมภาษณ์ การเรียบเรียงรายงานและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ในการคำนวณต้นทุน–กำไร วิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนเชิงเศรษฐกิจ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อศึกษาแปรรูปอาหาร สุขอนามัย บรรจุภัณฑ์และการใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่า  กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ  การออกแบบผลิตภัณฑ์และแนวคิดผู้ประกอบการ การเรียนรู้ผ่านโครงงานนวัตกรรมชุมชนจึงเป็นมากกว่าการสอนตามเนื้อหาในตำราแต่คือการปลุกศักยภาพผู้เรียนให้เป็น"ผู้เรียนตลอดชีวิต"ที่เข้าใจชุมชน รักท้องถิ่นและสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสร้างคุณค่าให้ตนเองและสังคมได้อย่างยั่งยืน


กระบวนการจัดการเรียนการสอน

6 แผนการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน

 การจัดการเรียนการสอนในครั้งนี้ออกแบบบนแนวคิดที่เชื่อว่า การเรียนรู้ที่ดีที่สุดเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ลงมือเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ ผ่านกระบวนการ "Community Innovation Project" หรือโครงงานนวัตกรรมชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงห้องเรียนเข้ากับชีวิตจริงของชุมชน กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด ค้นคว้า ลงมือปฏิบัติและเรียนรู้จาประสบการณ์ตรง  โดยยึดบริบทชุมชนเป็นฐานสำคัญ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางนี้ดำเนินไปอย่างเป็นระบบผ่าน 6 ขั้นตอนของโครงงานนวัตกรรมชุมชนที่ค่อยๆพัฒนาผู้เรียนจากการตั้งคำถาม การเรียนรู้จากของจริงไปจนถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสะท้อนผลการเรียนรู้ กระบวนการทั้งหมดไม่เพียงช่วยพัฒนาความรู้และทักษะของนักเรียนเท่านั้น แต่ยังปลูกฝังความรับผิดชอบ การทำงานร่วมกันและความภาคภูมิใจในชุมชน อันเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่มีความหมายและยั่งยืน การนำกระบวนการ CIP มาจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนบ้านตอนเหรียนโดยใช้ชื่อหน่วยการเรียนรู้ว่า ชุมชนของฉัน นวัตกรรมของเรา โดยประกอบไปด้วย 6 แผนดังนี้


แผนที่ 1. ประเมินความคิดของผู้เรียน

คำถามจากครูนักเรียนรู้อะไรบ้าง

1. คุณครูใช้คำถามกระตุ้นนักเรียนเพื่อประเมินความคิดของผู้เรียนเรื่อง สิ่งแวดล้อมในชุมชนโดยมีคำถามดังนี้

1.1  นักเรียนคิดว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรามีอะไรบ้าง

1.2  ในอำเภอรัษฎานักเรียนพบเห็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง

1.3  สิ่งแวดล้อมในอำเภอรัษฎา ช่วยให้คนในชุมชนประกอบอาชีพใดบ้าง


     แผนที่2. การคิดประเด็นการเรียนรู้จากแรงบันดาลใจ

    “แรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์: เปิดประตูสู่รากเหง้าท้องถิ่น”จากเตาถ่านสู่ห้องเรียน

  •      นักเรียนลงพื้นที่ชุมชนในหมู่บ้านหนองยน เพื่อศึกษาภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อม อาชีพและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านหนองยน เด็กๆบางคนถึงแม้จะอยู่หมู่บ้านใกล้เคียงกันแต่ก็ไม่เคยได้มาศึกษาหรือสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชนบ้านหนองยนเลยครูมีนจึงพานักเรียนไปศึกษาอาชีพและภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องการทำข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน ซึ่งเป็นขนมที่ชาวบ้านใช้รับประทานคู่กับโกปี่ ซึ่งเป็นอาหารเช้าของชาวบ้านก่อนไปกรีดยางหรือทำสวนนั่นเอง



ภาพสะท้อนกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง นักเรียนได้เรียนรู้ขั้นตอนการทำข้าวเหนียวปิ้งตั้งแต่การเตรียมข้าว การห่อใบตอง ไปจนถึงการปิ้งบนเตาถ่าน ทุกขั้นตอนเป็นการฝึกคิด ฝึกทำ และเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง เชื่อมโยงภูมิปัญญาชุมชนสู่การเรียนรู้อย่างมีความหมาย

        แผนที่ 3. วางแผนพัฒนาตนเอง

       ช่วยกันคิด ต่อเติมชีวิตข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน

       นักเรียนวิเคราะห์และช่วยกันวางแผนโดยใช้กระบวนการทำ FILA MAP เพื่อออกแบบวิธีการแก้ปัญหา

      F = Fact ข้อเท็จจริง เป็นที่มาของปัญหาซึ่งนักเรียนทุกคนพบว่า บรรจุภัณฑ์ข้าวเหนียวปิ้งไม่สวยงาม 

      I = Innovation นวัตกรรม ที่จะทำอย่างไรให้ให้บรรจุภัณฑ์สวยงาม ทันสมัยและสามารถเพิ่มมูลค่าให้ชุมชน

      L = Learning ความรู้และทักษะที่ต้องใช้สร้างนวัตกรรม

     A = Action Plan การวางแผนกระบวนการทำงาน


นักเรียนร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา วางแผน และออกแบบแนวคิดนในการสร้างนวัตกรรมผ่านการทำงานกลุ่ม เป็นขั้นตอนการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์


       แผนที่ 4. การจัดการเรียนรู้ลงมือทำ

       เรียนรู้จากเตาถ่าน สืบสานข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน

            เป็นการจัดการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ บูรณาการรายวิชาสังคมศึกษา วิทยาศาสตร์  ศิลปะและการงานอาชีพ เพื่อนำไปใช้ในการประดิษฐ์บรรจุภัณฑ์ ที่จะใช้แก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์ไม่สวยงาม โดยอาศัยความร่วมมือของครู 2 ท่าน 1. ครูถิรดา ถานีโกฐ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ 2. ครูรวงทอง  ใจกระจ่าง กลุ่มสาระการเรียนรู้คอมพิวเตอร์ มาช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับนักเรียน


นักเรียนลงมือทำข้าวเหนียวปิ้งด้วยตัวเอง เรียนรู้การเตรียมข้าว ห่อใบตอง และปิ้งบนเตาถ่าน ผ่านการทำงานร่วมกันอย่างสนุกและมีความหมาย


       แผนที่ 5. นักเรียนประเมินตนเอง

       มองย้อน สะท้อนตัวตน

           ใช้วิธีการถอดบทเรียนเรื่อง จากเตาถ่านสู่ความพอเพียง ถอดบทเรียนข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน

หลังจากที่กระบวนการทำงานแล้วจึงให้นักเรียนประเมินตนเองว่าสิ่งที่ได้เรียนรู้และลงปฏิบัติในหลักสูตรโครงงานนวัตกรรมชุมชนมีประโยชน์และสอดคล้องกับเป้าหมายเศษฐกิจพอเพียงดังต่อไปนี้

1. ความพอประมา นักเรียนได้เรียนรู้การใช้วัสดุอุปกรณ์จากธรรมชาติที่หาได้บริเวรโรงเรียน(ใบตอง)และทำข้าวเหนียวปิ้งในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ฟุ่มเฟือย

2. มีเหตุผล นักเรียนเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมกับการใช้ทรัพยากรในชุมชนเช่น เตาถ่าน ใบตอง ที่หาได้ในชุมชน

3. มีภูมิคุ้มกัน การอนุรักษณ์สูตรดั่งเดิม ช่วยให้ชุมชนมีรายได้และไม่สูญหายไปตามกาลเวลา

4. มีความรู้ นักเรียนได้รู้จักขั้นตอนการทำข้าวเหนียวแงแบบดั่งเดิมจากผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน

5. คุณธรรมที่ได้รับ นักเรียนได้ฝึกความสามัคคี แบ่งหน้าที่กันทำและรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

      แผนที่ 6. คิดต่อยอดองค์ความรู้

      ต่อยอด…จากเตาถ่านสู่ชุมชน

 การจัดการเรียนรู้เรื่องข้าวเหนียวปิ้งบ้านหนองยน ได้ต่อยอดจากห้องเรียนสู่ชุมชนโดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นจากผู้รู้ในชุมชน  นักเรียน    นำองค์ความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดและเผยแพร่ในรูปแบบสื่อสร้างสรรค์ เพื่อให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าและร่วมอนุรักษ์ การลงมือปฏิบัติช่วยให้นักเรียนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ มีเหตุผลและเกิดภูมิคุ้มกัน ชุมชนได้รับประโยชน์จากการสืบสานองค์ความรู้และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์อย่างเหมาะสม  ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนควบคู่กับการปลูกฝังคุณธรรมและจิตสำนึกตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน


17

บทความอื่นๆ