"ถุงหอมสมุนไพร วิถีพรานป่าบ้านน้ำลี" ดำเนินการโดยนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูที่ปรึกษา นางสาวศิริพรรณ แก้วตัน ตำแหน่ง ครู กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ขั้นที่ 1 ประเมินทักษะการคิดของผู้เรียน
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน เยาวชนรุ่นใหม่มักมีวิถีชีวิตที่ห่างเหินจากธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำโครงงาน “วิถีพรานป่าบ้านน้ำลี สู่การออกแบบนวัตกรรมที่สร้างสรรค์” จึงถูกออกแบบขึ้น เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6 ได้เรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านน้ำลีผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ทั้งสนุก สร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติได้จริง ครูประเมินทักษะการคิดของผู้เรียนผ่านการเล่นเกม "เซียมซีจับใจความสำคัญ" จะช่วยให้ครูสามารถประเมินพื้นฐานการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ ทักษะการสังเกต และการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิม ก่อนที่จะนำสิ่งที่ค้นพบเหล่านั้นมาต่อ ยอดในขั้นต่อไป




ขั้นที่ 2 ศึกษาประเด็นการเรียนรู้จากแรงบันดาลใจ
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน
เยาวชนรุ่นใหม่มักมีวิถีชีวิตที่ห่างเหินจากธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเหตุนี้จึงได้จัดทำโครงงาน
“วิถีพรานป่าบ้านน้ำลี สู่การออกแบบนวัตกรรมที่สร้างสรรค์” จึงถูกออกแบบขึ้น
เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง 6
ได้เรียนรู้รากเหง้าทางวัฒนธรรมของชุมชนบ้านน้ำลีผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการที่ทั้งสนุก
สร้างสรรค์และลงมือปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนห้องเรียนเป็นการลงพื้นที่จริง
โดยครูพานักเรียนเดินสำรวจบริบทชุมชนรอบ หมู่บ้านน้ำลี และระบบนิเวศริม แม่น้ำลี
เพื่อกระตุ้นการสังเกตและประเมินกระบวนการคิดตามสภาพจริง ระหว่างการเดินสำรวจ
ครูให้เด็กๆ สัมผัสและดมกลิ่นพรรณไม้ริมน้ำหรือสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ
พร้อมตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อท้าทายความคิด เช่น นักเรียนคิดว่าพรรณไม้ริมแม่น้ำลีชนิดใดที่พรานป่าน่าจะพกติดตัวเวลาเข้าป่า
เพราะอะไร หรือ ลักษณะใบและกลิ่นของพืชแถวนี้
มีความเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้านเราอย่างไร การให้ผู้เรียนได้สัมผัสผืนป่าและสายน้ำซึ่งเป็นห้องเรียนธรรมชาติ
จะช่วยให้ครูสามารถประเมินพื้นฐานการใช้เหตุผล การคิดวิเคราะห์ ทักษะการสังเกต
และการเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมของนักเรียนเข้ากับบริบทท้องถิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ก่อนที่จะนำสิ่งที่ค้นพบเหล่านั้นมาต่อยอดในขั้นต่อไป
ชุมชนบ้านน้ำลีเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ พรรณไม้ สมุนไพร และเรื่องราวของวิถีพรานป่า ที่แฝงไปด้วยความเคารพต่อธรรมชาติและสัตว์ป่า จึงเกิดแนวคิดที่จะนำทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว เช่น สมุนไพรพื้นบ้าน เศษผ้า และเรื่องเล่าของปราชญ์ชาวบ้าน มาแปลงโฉมเป็นนวัตกรรม “ถุงหอมสมุนไพร วิถีพรานป่าบ้านน้ำลี” ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการอนุรักษ์ความรู้ท้องถิ่น แต่ยังเป็นการสร้างนวัตกรรมที่จับต้องได้และมีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งการจัดการเรียนการสอนนี้ สอดคล้องกับหลักการสำคัญของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในมิติของการจัดการเรียนรู้แบบเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) และการเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning - PBL) มีการบูรณาการวิชาต่างๆ โดยนำเรื่องราววิถีพรานป่ามาเป็นแกนกลาง แล้วแตกแขนงความรู้ครอบคลุมทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับบริบทชุมชนนำสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้เรียนมาเป็นสื่อการสอน ทำให้การเรียนรู้มีความหมาย ผู้เรียนเห็นคุณค่าของท้องถิ่นตนเอง และผู้เรียนได้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ ออกแบบ ลงมือแก้ปัญหา และสร้างสรรค์ผลผลิต ตามกระบวนการ FILA Mapping






ขั้นที่ 3 ร่วมมือเขียนแผน
ครูและนักเรียนร่วมกันออกแบบกิจกรรมและกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้
เพื่อสร้างถุงหอมสมุนไพรให้สำเร็จ
โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากวิชาหลักให้ครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมตัวชี้วัดในหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้
เช่น วิชาภาษาไทย นักเรียนสามารถสรุปใจความสำคัญจากเรื่องเล่าวิถีพรานป่า
และเขียนสื่อความหมายอธิบายสรรพคุณสินค้าได้ วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นักเรียนสามารถระบุลักษณะและโครงสร้างของสัตว์ป่า และอธิบายสมบัติทางกายภาพและการเปลี่ยนแปลงของสมุนไพรเมื่อนำมาผสมกัน
วิชาคณิตศาสตร์ นักเรียนสามารถชั่ง ตวง วัด อัตราส่วนผสมของสมุนไพรได้อย่างแม่นยำ
และคำนวณต้นทุน-กำไรเบื้องต้นได้ วิชาการงานอาชีพและวิชาศิลปะ
นักเรียนสามารถออกแบบรูปทรง การเย็บ การใช้สี และการประดิษฐ์ของใช้ของตกแต่งได้อย่างประณีต
และวิชาสังคม
นักเรียนสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติกับวิถีชีวิตในชุมชน
และตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากร วิชาภาษาอังกฤษ
นักเรียนสามารถบอกคำศัพท์ของสัตว์ พืช ได้
การวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ตามสภาพจริง
จึงมีการประเมินผลแบ่งออกเป็น 3 แบบ ดังนี้ 1) ประเมินผลผลิต
ตรวจสอบชิ้นงานพวงกุญแจถุงหอม ทั้งในด้านความประณีต
ความสวยงามของการออกแบบและประสิทธิภาพของกลิ่นสมุนไพร โดยใช้ Rubric Score
2) ประเมินกระบวนการทำงาน สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ความสามัคคี
การแก้ปัญหาระหว่างการตัดเย็บและการผสมสูตรสมุนไพร 3)
ประเมินความรู้และทัศนคติ ประเมินจากการนำเสนอผลงาน การเขียนป้ายแท็กสินค้า
และการถอดบทเรียน


ขั้นที่ 4 จัดการเรียนรู้
นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง
ได้เรียนรู้วิถีของพรานป่าจาก คุณจงรักษ์ คำขันตรี และได้เรียนรู้สมุนไพรจากคุณแสวง
สุทธิ เมื่อนักเรียนได้รับความรู้เรื่องพรานป่าและประโยชน์ของสมุนไพร
นักเรียนได้ลงพื้นที่เก็บสมุนไพร นำมาทำความสะอาด หั่น ตากแห้ง
และผสมตามสูตรที่ได้ออกแบบไว้ จากนั้นลงมือเย็บถุงผ้าและบรรจุสมุนไพรลงไป
บทบาทของครูในขั้นนี้คือการเป็นผู้อำนวยความสะดวก คอยให้คำแนะนำเมื่อนักเรียนเจอปัญหา
เช่น กลิ่นฉุนเกินไป หรือเย็บถุงผ้าไม่สนิท









ขั้นที่ 5: ผู้เรียนประเมินตนเอง
เมื่อได้ผลงานถุงหอมสมุนไพรแล้ว ให้นักเรียนทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ผ่านแบบบันทึกหรือการพูดคุยในกลุ่ม ปัญหาอะไรเกิดขึ้นระหว่างการทำงานกลุ่มและแก้ไขอย่างไร สูตรสมุนไพรที่ทำออกมาตรงตามความคาดหวังหรือไม่ เพื่อฝึกฝนความซื่อสัตย์และการรู้เท่าทันศักยภาพของตนเอง และใช้ spider gram ประเมินตนเอง


ขั้นที่ 6: เน้นย้ำ ซ้ำทวน ชวนคิด
ด้วยเทคนิค SCAMPER
ยกระดับความคิดสร้างสรรค์และต่อยอดผลงานโดยใช้คำถามกระตุ้นคิดตามกรอบ
SCAMPER
เพื่อให้นักเรียนไม่หยุดอยู่แค่ผลงานชิ้นแรก
S - Substitute (ทดแทน): เราใช้สมุนไพรชนิดอื่นในหมู่บ้านแทนของเดิมได้ไหม
C - Combine (ผสมผสาน): นำถุงหอมไปรวมกับพวงกุญแจหรือตุ๊กตาห้อยกระเป๋าได้หรือไม่
A - Adapt (ปรับเปลี่ยน): ปรับรูปทรงถุงผ้าจากสี่เหลี่ยมธรรมดา
เป็นรูปสัตว์ป่าในตำนานของบ้านน้ำลีได้ไหม
M - Modify/Magnify (ดัดแปลง/ขยาย): ทำอย่างไรให้กลิ่นหอมยาวนานขึ้น
หรือทำถุงหอมขนาดใหญ่สำหรับดับกลิ่นในรถยนต์
P - Put to another use (ประยุกต์ใช้): ถุงหอมนี้เอาไปทำประโยชน์อย่างอื่นนอกจากไล่ยุงและดับกลิ่นได้อีกไหม
E - Eliminate (ตัดทิ้ง): มีขั้นตอนไหนในการทำที่ซับซ้อนไป
หรือตัดวัสดุราคาแพงชิ้นไหนออกได้บ้างเพื่อลดต้นทุน
R - Rearrange/Reverse (จัดเรียงใหม่): ลองเปลี่ยนวิธีการนำเสนอสินค้าใหม่
หรือเปลี่ยนจากสมุนไพรแห้งเป็นรูปแบบอื่นได้หรือไม่
กระบวนการทั้งหมดนี้จะช่วยเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดาให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงอดีตของชุมชนเข้ากับทักษะแห่งอนาคตของเด็ก ๆ ได้อย่างกลมกลืน

