The Magic of Stingless Bees
“อุง ผึ้งจิ๋วบ้านห้วยต่อ : มหัศจรรย์ผึ้งชันโรง สร้างคุณค่าให้ชุมชน”
การจัดการเรียนการสอน ผ่านการทำโครงงานเรื่อง “ชันโรง” (Stingless bee หรือที่คนใต้เรียกว่า อุง) เกิดขึ้นจากการสำรวจพื้นที่รอบโรงเรียนและชุมชน โดยชันโรงซึ่งเป็นแมลงท้องถิ่นที่มีประโยชน์ทั้งด้านระบบนิเวศและเศรษฐกิจชุมชน กลับประสบปัญหาการอยู่อาศัยในแหล่งที่ไม่เหมาะสม อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม การขยายตัวของที่อยู่อาศัย และการขาดความรู้ความเข้าใจในการอนุรักษ์ ส่งผลให้ชันโรงเข้าไปทำรังตามบ้านเรือน อาคาร หรือพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัย ทั้งต่อคนและตัวชันโรงเอง โรงเรียนจึงนำประเด็นปัญหาที่เชื่อมโยงกับชุมชนดังกล่าวมาเป็นที่มาของชื่อเรื่องโครงงาน เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตระหนักถึงความสำคัญของชันโรง และร่วมกันแสวงหาแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม อันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน การออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยคุณครูณัฐปาณี พรหมประเสริฐ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นให้นักเรียนมีบทบาทเป็นผู้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนของตนเอง โดยบูรณาการองค์ความรู้จากหลากหลายวิชาเข้ากับสาระสังคมศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม การจัดการเรียนรู้ครั้งนี้ใช้หลักสูตรโครงงานนวัตกรรมจากประสบการณ์โลก และหลักสูตรท้องถิ่นจังหวัดตรังเป็นฐานสำคัญ เชื่อมโยงเนื้อหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และภูมิปัญญาชุมชน ผ่านกระบวนการทำโครงงานนวัตกรรมชุมชนเรื่อง “อุง ผึ้งจิ๋วบ้านห้วยต่อ : มหัศจรรย์ผึ้งชันโรง สร้างคุณค่าให้ชุมชน” ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากในพื้นที่ สร้างความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของชุมชน พร้อมทั้งร่วมกันออกแบบแนวทางการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม
การพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว เกิดจากโอกาสที่คุณครูณัฐปาณี พรหมประเสริฐ ได้เข้าร่วม โครงการพัฒนาแกนนำครูและการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สู่การพัฒนาระบบนิเวศทางการเรียนรู้ ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งมุ่งเสริมสร้างศักยภาพครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและบริบทพื้นที่อย่างแท้จริง องค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการฯ ถูกนำมาต่อยอดและปรับใช้กับห้องเรียนระดับประถมศึกษา ทำให้การเรียนรู้ไม่จำกัดอยู่เพียงในตำรา แต่ขยายไปสู่ชุมชนในฐานะแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร การคิดสร้างสรรค์ และจิตสำนึกในการพัฒนาท้องถิ่น อันสะท้อนบทบาทของครูที่สามารถขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกและสร้างระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

โครงงานนวัตกรรมชุมชนเรื่องชันโรง เป็นการสร้างความตระหนักรู้ ในการจัดการสิ่งแวดล้อมให้กับนักเรียน เกี่ยวกับบทบาทของชันโรงในระบบนิเวศ การเป็นผู้ช่วยผสมเกสรพืช การสร้างสมดุลทางธรรมชาติ ตลอดจนคุณค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรง ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นอาชีพเสริมหรือแนวทางพัฒนาชุมชนได้ ในขณะเดียวกัน นักเรียนยังได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ เข้าใจปัญหาชันโรงที่มีแหล่งอาศัยที่ไม่เหมาะสม และร่วมกันออกแบบวิธีจัดการพื้นที่ให้เอื้อต่อทั้งคนและชันโรง กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยปลูกฝังจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรและความเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การประเมินระดับการคิดนักเรียนในการเรียนรู้
กิจกรรมสิ่งแวดล้อมภูมิภาคของเรา : ภาคใต้ นักเรียนทำทดสอบก่อนเรียน ทบทวนความรู้เดิมและศึกษาภูมิศาสตร์ภาคใต้ นักเรียนทำใบงาน ภาคใต้ และนำเสนอหน้าชั้นเรียน

ขั้นตอนที่ 2 การคิดประเด็นการเรียนรู้จากแรงบันดาลใจ
กิจกรรม Survey ตามหาขุมทรัพย์ @บ้านห้วยต่อ นักเรียนลงพื้นที่เพื่อสำรวจปัญหาในโรงเรียนและชุมชน และสัมภาษณ์คนในชุมชน อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน ร่วมกันสรุปปัญหา คือ ชันโรง(อุง)ไปอาศัยอยู่ในที่ ๆ ไม่เหมาะสม และคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่รู้จักประโยชน์ของชันโรง

ขั้นตอนที่ 3 พัฒนาตนเองร่วมกัน
กิจกรรมเด็กห้วยต่อขอบอกเล่าเรื่องเจ้าอุง (ชันโรง) นักเรียนออกแบบ FiLa mapping เพื่อแก้ไขปัญหาชันโรง(อุง)ไปอาศัยอยู่ในที่ ๆ ไม่เหมาะสม และคนในชุมชนส่วนใหญ่ไม่รู้จักประโยชน์ของชันโรง เช่น นวัตกรรมสร้างบ้านชันโรงเป็นหมู่บ้านชันโรง สื่อประชาสัมพันธ์ และทำผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งชันโรง โดยสรุปเป็นองค์ความรู้เขียน FiLa mapping ตามหัวข้อดังนี้
Fact ที่มาInnovative Ideas ความคิด/สมมติฐาน
Learning Issue ประเด็นที่ต้องเรียนรู้
Action Plan แผนการดำเนินงาน

ขั้นตอนที่ 4 จัดการเรียนรู้ลงมือทำ
กิจกรรมมหัศจรรย์ผึ้งชันโรง : นักเรียนแบ่งกลุ่มตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เด็กห้วยต่อ ขอบอกเล่าเรื่องเจ้าอุง (ชันโรง) มีการทบทวนแผนการดำเนินงานที่นักเรียนได้ออกแบบไว้ โดยลงมือทำตามแผนที่วางไว้ ดังนี้
กลุ่มที่ 1 อาณาจักรชันโรง มหัศจรรย์ผึ้งจิ๋ว สร้างนวัตกรรมบ้านชันโรงเป็นหมู่บ้านชันโรง
กลุ่มที่ 2 ช เอ๋ย ชันโรง จิ๋วแต่แจ๋ว สร้างนวัตกรรมเจลลี่น้ำผึ้งชันโรง
กลุ่มที่ 3 อุงออร่า ท้าความสวย สร้างนวัตกรรมสบู่ออร่าน้ำผึ้งชันโรง
กลุ่มที่ 4 เด็กห้วยต่อ บอกต่อชันโรง สร้างนวัตกรรมสื่อประชาสัมพันธ์ชันโรง
นักเรียนได้ทดลองและลงมือสร้างนวัตกรรมตามที่ได้วางแผนไว้ โดยมีครูคอยให้คำแนะนำและคำปรึกษา ตัวแทนกลุ่มนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างขึ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับชันโรง ครู และเพื่อนนักเรียน ร่วมวิพากษ์ วิจารณ์สิ่งที่ออกแบบนักเรียนปรับปรุงแก้ไขนวัตกรรมตามคำแนะนำ และนำสิ่งประดิษฐ์ที่ได้ ไปทดลองใช้

ขั้นตอนที่ 5 นักเรียนประเมินตนเอง สะท้อนคิดกับสิ่งที่ทำ (ทำอะไร ผลอย่างไร)
กิจกรรมถอดบทเรียน สะท้อนคิด ชีวิตที่ยัั่งยืน นักเรียนร่วมกันอภิปรายการเรียนการสอน เรื่อง “อุง ผึ้งจิ๋วบ้านห้วยต่อ : มหัศจรรย์ผึ้งชันโรง สร้างคุณค่าให้ชุมชน” เกี่ยวกับความรู้ที่ได้รับ ประโยชน์ที่ได้รับ/การนำไปประยุกต์ใช้ ครูและนักเรียนร่วมกันเชื่อมโยงผลการจากทำโครงงานกับสถานการณ์โลก และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ขั้นตอนที่ 6 คิดต่อยอดองค์ความรู้
กิจกรรมต่อยอดขุมทรัพย์ สร้างคุณค่าสู่ชุมชน นักเรียนนำเสนอผลงานนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นให้คนในชุมชนได้รู้จักและเห็นคุณค่าของชันโรง และทดสอบหลังเรียนของนักเรียนรายบุคคล



โครงงานนวัตกรรมชุมชนเป็นมากกว่ากิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงนักเรียน โรงเรียน และชุมชนเข้าด้วยกัน ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ผ่านหลักสูตรโครงงานนวัตกรรมจากประสบการณ์โลก นักเรียนได้เรียนรู้จากปัญหาและทรัพยากรจริงในชุมชน เห็นคุณค่าของชันโรง ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ วิถีชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น พร้อมทั้งพัฒนาทักษะการคิด การทำงานเป็นทีม และจิตสำนึกในการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน การต่อยอดโครงงานชันโรงสู่ชุมชน สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการเรียนรู้ที่เริ่มจากเด็ก ๆ และขยายผลไปสู่การสร้างความร่วมมือกับครู ผู้ปกครอง และคนในพื้นที่ ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้และร่วมกันหาแนวทางอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากชันโรงอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน โรงเรียนก็ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบนิเวศทางการเรียนรู้ที่มีชีวิต โครงงานนี้จึงไม่เพียงสร้างความรู้ให้กับนักเรียน แต่ยังปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความรับผิดชอบ ความภูมิใจ และความหวังในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถต่อยอดและขยายผลสู่การเรียนรู้และการพัฒนาชุมชนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง
นางสาวณัฐปาณี พรหมประเสริฐ
ครูโรงเรียนบ้านห้วยต่อ สพป.ตรัง เขต 2
ครูโรงเรียนบ้านห้วยต่อ สพป.ตรัง เขต 2